คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวเกี่ยวกับท่องเที่ยว

ช็อกลมพัดแพออกไปถึงกลางเขื่อน

นักท่องเที่ยว 9 คนช็อกลมพัดแพออกไปถึงกลางเขื่อนหลังมีฝนตก ลมแรง

           ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่  11 เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2563 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุให้มาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและพนักงานของร้านอาหารในเขื่อนอุบลรัตน์ โดยทางเจ้าของร้านแจ้งว่ามีลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านจำนวน 5 คนและมีพนักงานของทางร้านอาหารเองอีกจำนวน  4 คนอยู่บนแพ

ซึ่งเป็นแพของทางร้านขายอาหารเอง โดยคุณ วรางคณา ได้แจ้งว่ากับเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ตนเองเป็นเจ้าของร้านอาหาร มีการเปิดขายอาหารอยู่ริมเขื่อนอุบลรัตน์มานานเกือบสิบปีแล้ว ซึ่งทางร้านจะมีบริการต่อแพ ให้ลูกค้าได้นั่งรับประทานอาหารบนแพ

เพื่อชมความงามของวิวของเขื่อนอุบลรัตน์ไปด้วยกินไปด้วย ซึ่งปกติไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่พายุกำลังเช้า วันนี้มีลมแรง ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้น ที่ร้านมีลูกค้าแค่เพียง 5 คนเท่านั้นที่อยู่บนแพ และมีพนักงานของทางร้านคอยบริการลูกค้าอยู่บนแพรจำนวน 4 คน

โดยระหว่างที่ลูกค้ากินอาหารอิ่มแล้วกำลังจ่ายเงินและจะกลับขึ้นมาบนฝั่ง ปรากฏว่ามีลมพัดมาแรงมาก ทำให้เชือกที่ทางร้านมัดระหว่างแพกับเสาบนฝั่งขาดออกจากกัน เป็นเหตุให้แพรที่มีนักท่องเที่ยวและพนักงานหลุดลอยไปถึงกลางเขื่อนอุบลรัตน์ 

คุณวรางคณาไม่รู้ว่าควรจะช่วยเหลืออย่างไรดี จึงได้โทรตามกู้ภัยให้มาช่วยเหลือทุกคนอย่างเร่งด่วน เพราะเกรางว่าจะเกิดอันตรายได้ เพราะลดยังคงพัดแพออกไปไกลจากฝั่งมากนัก และเกรงว่าหากมมีฝนตกแรงกว่านี้คนบนแพ อาจจะได้รับอันตรายได้  ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ได้ประสานงานช่วยเหลือทุกคนได้อย่างปลอดภัย

เพราะโชคดีมากมากที่แพลอยไปติดโขดหินพอดี  ทำให้แพรลอยไปหยุดตรงแถวสันเขื่อน หลังจากที่มีการช่วยเหลือทุกคนบนแพเรียบร้อยแล้ว ก็มีการลากแพรกลับเข้าฝั่งเพื่อให้เจ้าของแพรได้มีการซ่อมแซมแพของตนเอง ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย

แต่ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ซึ่งทางเจ้าของร้านเองก็บอกว่าจะมีการหาวิธีการไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก โชคดีมากที่เหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือมีอันตรายอะไร 

       ช่วงนี้พายุลมแรง ดังนั้นการเที่ยวบนแพ อาจจะต้องระมัดระวัง หากมีลมพัดแรงมา ควรจะรีบขึ้นฝั่งจะเป็นการดีที่สุด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ลมอาจจะพัดแพลอยออกไปไกล และหากมีฝนตกหนักซัดเข้าไปในแพอีกอาจจะทำให้แพแตกและมีคนเสียชีวิตได้

 

สนับสนุนโดย  bk8 info

หมู่บ้านเสื้อแดง ป้องกันโควิด-19 

    มีรายงานข่าวเข้ามาว่ามีค้นพบเจอหมู่บ้านหนึ่งมีการแขวนเสื้อสีแดงไว้ที่หน้าบ้านกันทุกหลังซึ่งเมื่อนักข่าวลองไปดูตามที่มีการบอกกล่าวมาก็พบว่าบ้านทุกหลังมีการแขวนเสื้อสีแดงไว้จริงจึงได้เข้าไปสอบถามชาวบ้านว่านำมาแขวนเนื่องจากสาเหตุอะไร

โดยชาวบ้านได้บอกว่าการแขวนเสื้อสีแดงนั้นเป็นเคล็ดในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19   สาเหตุที่คนนำมาแขวนนั้นเนื่องจากว่ามีชายขายไอศครีมรถเข็นเห็นรถไอศครีมมาขายในหมู่บ้านแล้วได้นำมาเล่าให้กับชาวบ้านฟังว่ามีหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งแขวนเสื้อแดงกันทุกหลัง

ซึ่งเมื่อชายคนขายไอติมสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นก็ได้ทราบว่ามีหญิงสาวคนนึงคลอดลูกออกมาเป็นทารกเพศชายซึ่งเมื่อทารกคลอดออกมาก็สามารถพูดได้แล้วพูดกับแม่ของเด็กว่าประเทศไทยกำลังจะเจอกับโรคห่าและวิธีการแก้นั้นให้ทุกคนนำเสื้อสีแดงมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านพร้อมกับต้องต้มไข่กินตามจำนวนคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น

โดยให้กินเฉพาะไข่แดงแล้วนำไข่ขาวไปทิ้งเราจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19ได้หลังจากนั้นคนขายไอติมจึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวมาบอกให้กับอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ตัวเองเอาไอศครีมมาขายเมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็จึงพากันทำตาม

ซึ่งมีหลายหมู่บ้านที่มีการนำเสื้อแดงมาแขวนพร้อมกับกินไข่ต้มตามจำนวนคนในบ้านตามที่คนขายไอศครีมบอก  โดยชาวบ้านเชื่อกันว่าหากมีการแขวนเสื้อแดงไว้ที่หน้าบ้านจะมีสิ่งสิทธิ์จะให้ความช่วยเหลือบ้านที่แขวนเสื้อแดงเอาไว้ สามารถหลายคนได้บอกกับนักข่าวว่าที่นำมาแขวนไว้เป็นเพราะว่ามีคนบอกต่อๆกันมาซึ่งตนเองก็เห็นว่าแค่เอาเสื้อมาแขวนไว้ไม่ได้มีความเสียหายอะไรจึงได้ลองทำดู

      นักข่าวได้นำข้อมูลนี้ไปสอบถามเกี่ยวกับนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยตรงว่าการนำเสื้อแดงมาแขวนรวมถึงการกินไข่แดงนั้นมีผลหรือไม่ซึ่งนายแพทย์เองก็บอกว่าจริงๆแล้วไม่มีผลเพราะเป็นความเชื่อของชาวบ้านเท่านั้น

การแขวนเสื้อแดงไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้ส่วนการกินไข่แดงนั้นเนื่องจากไข่แดงกินแล้วมีประโยชน์มีโปรตีนสูงดังนั้นก็จะทำให้ร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้นแต่ไม่สามารถที่จะรักษาอาการป่วยได้แน่นอนสิ่งที่จะสามารถป้องกันไม่ให้ชาวบ้านติดเชื้อไวรัสนั่น

ก็คือการกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุก และล้างมือให้สะอาดบ่อยๆรวมถึงใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกนอกบ้านนี่คือการวิธีการที่จะช่วยในเรื่องของการไม่ติดเชื้อไวรัสได้อย่างแน่นอน

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  nowbet 

ด่วน..ออกกฎใหม่ ใครไม่ใส่หน้ากากอนามัยห้ามขึ้นรถไฟฟ้า

มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 24 เดือนมีนาคมปีพศ 2563 โดยมีการร่วมมือกันระหว่างอธิบดีกรมการขนส่งทางรางกลับรถไฟลอยฟ้ารวมถึงรถไฟฟ้าใต้ดินมีการลงนามร่วมกันเกี่ยวกับการออกกฎการเข้าใช้บริการรถไฟฟ้าโดยต้องการให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

หากไม่มีสามารถใช้หน้ากากผ้าแทนได้ก่อนที่จะมีการเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้ารถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดินซึ่งถ้าหากผู้โดยสารคนใดไม่มีหน้ากากอนามัยหรือไม่มีหน้ากากผ้าจะไม่สามารถเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดินได้

ซึ่งเงื่อนไขการใช้บริการรถไฟฟ้าในครั้งนี้จะเริ่มมีผลในวันที่ 25 เดือนมีนาคมพศ 2563 นั่นก็คือมีผลในวันรุ่งขึ้นทันทีเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันจะพยายามลดความเสี่ยงที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าออกไป

      โดยทางสถานีรถไฟฟ้าทั้งของใต้ดินและของรถไฟลอยฟ้านั้นจะมีการประสานงานจัดสรรหาหน้ากากอนามัยเสื้อมาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาไม่เกินชิ้นละ 20 บาทโดยคาดว่าจะสามารถรวบรวมหน้ากากอนามัยมาขายให้ประชาชนได้เราราวๆประมาณ 5000 ชิ้น

ซึ่งจะเริ่มมีการวางจำหน่ายในวันที่ 25 มีนาคมพศ 2563 โดยจะมีการวางจำหน่ายที่สถานีรถไฟฟ้า BTS สาขาพญาไท     สถานีมักกะสัน      และที่สถานีลาดกระบังโดยตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะนำไปขายได้ตรงสถานีเนื่องจากปริมาณหน้ากากอนามัยมีไม่เพียงพอดังนั้นจึงเลือกสถานีที่จะมีจำนวนผู้ใช้บริการค่อนข้างมาก

      สำหรับกดที่ออกมาในครั้งนี้ถือว่าเป็นกฎที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโรต้าได้เป็นอย่างดีแต่การที่ออกกฎแบบนี้เอามาแล้วนำหน้ากากอนามัยมาขายในราคาที่ระบุว่าไม่เกินชิ้นละ 20 บาทนั้นนั่นแสดงว่าทางผู้ประกอบการรถไฟฟ้าเองก็มีการขายหน้ากากอนามัยเกินราคาทั้งนี้หากเป็นแบบนี้แล้วทางผู้ประกอบการรถไฟฟ้าจะมีความผิดฐานขายของเกินราคาหรือไม่และที่สำคัญตามกฎหมายแจ้งว่าหน้ากากอนามัยเป็นสินค้าต้องห้ามโดยไม่ให้จำหน่ายหากไม่ได้รับการระบุจากกรมการค้าภายในแล้วอย่างนี้

หากทางกรมการขนส่งจะนำมาจำหน่ายเองจะถือว่ามีความผิดหรือไม่ถ้าหากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกปฏิบัติแล้วไม่จับกุมโครงสร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนอยู่เหมือนกันเพราะเคยมีข่าวว่าชาวบ้านมีการรวบรวมเงินเพื่อซื้อหน้ากากอนามัยแล้วจะเอาไปบริจาคให้กับสถานพยาบาลและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเพียงเพราะอ้างว่าเป็นการซื้อหน้ากากอนามัยมาในราคาที่แพงเกินและมีการออกกฎหมายควบคุมไม่ให้มีการซื้อขายหน้ากากอนามัยกันแล้วดังนั้นในกรณีที่รถไฟฟ้าออกมาบอกว่าจะมีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยและราคาสูงถึง 28 นั้นก็ย่อมถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน 

สถานบันเทิงต้องระวัง

ที่ประเทศที่ญี่ปุ่นพบคนแก่พยายามแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ตามสถานบันเทิง

                      วันที่ 19 เดือนมีนาคมปี 2020 ได้มีเรื่องราวเผยแพร่ออกมาทางสื่อออนไลน์ให้ผู้คนได้ทราบถึงความเห็นแก่ตัวของชายชราคนหนึ่งที่ครอบครัวของเขาติดเชื้อไวรัสโคโรน่า มึงทำให้พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ส่วนชายชราเองมีอายุประมาณ 57 ปี ซึ่งหลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเข้าก็ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าเช่นเดียวกัน

โดยผลปรากฏว่าชายแก่คนดังกล่าวมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ในร่างกายเขาปฏิเสธที่จะเข้ารับการรักษาตัวแต่ขอกลับมาอยู่ที่บ้านแทนเพื่อทำการกักตัวซึ่งหลังจากที่เขากลับมาอยู่ที่บ้านแล้วแทนที่เขาจะกลับตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าชายวัย 57 ปีคนดังกล่าวกับเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆ

ซึ่งตรวจพบว่าเขาไปมา 2 ที่ในคืนเดียวกันโดยที่แรกเขาแค่เพียงไปสั่งเหล้านั่งอยู่ในนั้นแค่เพียง 10 นาทีแล้วก็เดินออกมาแต่สถานที่บันเทิงแหล่งที่ 2 นั้นเขาเข้าไปทำการร้องคาราโอเกะและสถานที่บันเทิงแห่งที่ 2 นี่เองที่เขาได้ถูกเนื้อต้องตัวกับพนักงานเสิร์ฟด้วยหลังจากที่มีการออกมาจากสถานบันเทิงแล้วอาการป่วยของเขาก็รุนแรงมากขึ้นจนต้องเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมาโดยทางแพทย์ยืนยันว่าสาเหตุที่เขาเสียชีวิตนั้นเนื่องจากว่า

นอกจากเขาจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าแล้วเขายังมีอาการของมะเร็งที่ตับอีกด้วยซึ่งส่งผลให้อาการของเขาทรุดลงอย่างรวดเร็วและหลังจากที่ชายชราวัย 51 ปีเสียชีวิตก็มีการมาตรวจสอบกันว่าเขาได้มีการติดต่อใกล้ชิดกับใครหรือไม่ซึ่งก็พบว่าเขาไปสถานบันเทิงแหล่งที่มีการบันทึกภาพเอาไว้ได้ซึ่งสถานบันเทิงแห่งที่ 2 ได้มีการประกาศปิดชั่วคราว

เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อและให้พนักงานไปทำการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าว่ามีใครติดเชื้อไวรัสชายชราคนดังกล่าวหรือไม่ซึ่งผลปรากฏว่าหญิงสาวที่ชายชราคนดังกล่าวออกก่อนขนาดอยู่ในคาราโอเกะนั้นฝนว่าไม่ได้ติดเชื้อแต่กลับมีพนักงานเสิร์ฟ 1 คนที่ทำงานอยู่ในวันนั้นติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจึงได้ส่งตัวไปเพื่อทำการรักษาต่อไป 

             เชื่อว่าหลายคนถ้ารู้ว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสโคโรน่าคงจะเกิดความหวาดกลัวกลัวว่าจะไม่มีชีวิตอยู่กลัวว่าจะรักษาไม่หายและยิ่งถ้าใครรู้ว่าตัวเองป่วยเรื้อรังเป็นโรคร้ายแรงอยู่แล้วย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแต่การที่เห็นแก่ตัวด้วยการนำเชื้อโรคที่ตัวเองมีอยู่มาแพร่ให้คนอื่นได้ป่วยตามไปด้วยถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นเหล่านี้จึงควรเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนไทยทุกคนว่าอย่าเห็นแก่ตัวและให้พาตัวเองไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันทีเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองป่วยเพื่อที่จะได้หายจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้